Petcharat's profileDon't Worry, Be Happy .....PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    August 08

    ปักหมุดส่วนตัว

     
    เป็นคนที่มีปัญหากับตัวเองพอสมควร ไม่อยากจะบรรยายค่ะ - -"
     
    เคยมีอาจารย์ท่านนึงสอนไว้เมื่อตอนสมัยเรียนป.ตรี หนนึงแล้ว
    จำได้จนถึงทุกวันนี้ (แต่ยังทำไม่ค่อยจะได้) ว่า
     
    "ก่อนจะทำอะไรออกไป ให้คิดก่อนว่า
    คนที่มาทำสิ่งต่างๆ กับเรานั้น เค้ามีจุดประสงค์อะไร
    แล้วเราจะตอบโต้เค้าอย่างไรได้บ้าง ลิสต์มาเป็นข้อๆ ในใจไว้ 1 2 3.....
    แล้วก็คิดต่อว่า ถ้าเราทำแต่ละข้อออกไปแล้ว ผลที่จะเกิดตามมาของแต่ละข้อนั้นมีอะไรบ้าง
    ที่สำคัญคือ เรายอมรับผลของมันได้รึป่าว ให้ถามใจตัวเองให้ดี
    เพราะผลของมันนั้น จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต......"
     
     
    ช่วงนี้ เริ่มมีปัญหากับตัวเองอีกแล้ว ไม่ไหวละ
    เลยปรึกษาเพื่อนคนนึง ซึ่งบวชเรียนมาก่อน น่าจะใช้ธรรมะช่วยได้บ้าง
    เพื่อนสอนมาน่าสนใจมาก จนคิดว่า จะตั้งใจทำดูซักตั้ง ดังนี้
     
     
    1.ให้เริ่มคิดจากง่ายๆ ก่อน ตอนนี้เดินอยู่ ก็คิดว่า เรากำลังเดินอยู่
    เรากำลังพูดอยู่ ก็ให้คิดว่า เรากำลังพูดอยู่
    หลังจากนั้น ถ้าเราโกรธอยู่ เราก็จะรู้ตัวว่าโกรธอยู่
    คนเราถ้ารู้ทันตัวเองว่ากำลังโกรธ ก็จะหายโกรธอยู่แล้ว จำไว้ว่า โกรธคือโง่
     
    2.ทีนี้ มาถึงเรื่องการพูด ก่อนพูด ให้คิดทุกครั้งว่า เราจะพูดประโยคว่าอะไร
    ให้พูดประโยคนั้นในใจทุกครั้งก่อนหนึ่งรอบ แล้วก็คิดต่อว่าพูดแล้วดีรึป่าว
    ถ้าดี ก็พูดออกไป นั่นทำให้ตอนแรกๆ จะกลายเป็นคนพูดช้า
    แต่เชื่อเถอะว่า หลังจากนั้นจะเร็วขึ้นเอง
     
    3.โอเค อะไรที่มันผ่านไปแล้ว ก็ผ่านไป คิดไปก็เสียเวลา เพราะเราทำอะไรไม่ได้แล้ว
     
    4.การเป็นตัวของตัวเองบ้าง ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร การปฏิเสธก็มีวิธีพูดของมัน
     
    5.อย่าคิดว่าทำไม่ได้ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ มันก็จะทำไม่ได้ตลอดไป
    แต่จงคิดว่า เราจะลองดูสักตั้งก่อน และถ้าจะได้ผลจริงๆ ต้องมีการกำหนดเวลาด้วย 
    มีคนกล่าวไว้ว่า "ถ้าคนเราทำอะไรติดๆ กัน 21 วัน มันจะกลายเป็นนิสัย
    แต่ถ้าเราสามารถทำติดต่อกันได้นานถึง 3 เดือน มันจะกลายเป็นสันดาน" :P
     
    จบแล้วจ้ะ แค่ปักหมุดเอาไว้เตือนตัวเอง ให้ตั้งใจทำหน่ะจ้า
    ฟังเพลงๆ ให้เข้ากับหัวข้อ อิอิ
     
      
    March 23

    การจัดฟันอันยาวนาน

    วันนี้ไปหาหมอจัดฟันมา
    หมอบอกว่า การรักษาเสร็จสมบูรณ์แล้วนะครับ หลังจากหมอทำการรักษามาตั้งแต่ปี 2538
    O_o! โคตรนานเลย 5555
    2538 นี่อยู่ม.2 เอง
    2538-2540 รักษาโดยใช้เครื่องมือถาวร ถอดไม่ได้
    2541-2544 รักษาโดยใช้เครื่องมือแบบถอดได้
    แล้วหลังจากนั้นก็ทำเครื่องมือแตก แล้วก็ขี้เกียจไปหาหมอ แล้วก็ทิ้งไว้
    ประมาณ 2548 - ปัจจุบัน ก็กลับไปรักษาใหม่ ใส่เฉพาะเครื่องมือแบบถอดได้
     
    จบท้ายด้วย หมอบอกว่า กระดูกและฟัน เป็นสิ่งมีชีวิต มีการเจริญเติบโตได้
    ต้องใส่เครื่องมือไว้เรื่อยๆ ประมาณวันพุธกับวันอาทิตย์ก็ได้
    คอยหาหมอประจำทุก 6 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพฟันและต้องดูแลรักษาฟันให้ดีๆ
    ไปตลอดชีวิตของเรา (รวมถึงใส่เครื่องมือนี้ด้วย O_o!)
    แต่ยอม เพื่อฟันงามๆ 555
    July 13

    ห้ามตัดขนตา เด็ดๆ

    เมื่อวานนี้ (เย็นวันที่ 11 ก.ค.) ก่อนรับปริญญา 1 วัน ต้องมีเหตุเจ็บตัวจนด๊ายยยยยยยย
     
    เริ่มตั้งแต่ตอนเย็นๆ ไปขับรถ แล้วใส่เลนส์อยู่ ก็รู้สึกเคืองๆ ตา ส่องกระจกดู เอ๊ะ เห็นขนตาร่วงอยู่ในตา ทำไงดีหว่า ก็เลยหยิบด้วยมือเปล่า หลุดออกมาแล้ว โหสิ่งที่หลุดออกมาคือขนตา 2 เส้นม้วนเกลียวกัน มีโคนด้วยกัน มิน่าเคืองชะมัด
     
    กลับบ้าน เอ๊ะ ยังไม่หายเคือง ส่องดูอีกที มีหลงอยู่ลึกๆ อีกเส้นนึง ก็เลยไปล้างมือแล้วลองหยิบคับผม แต่นิ้วหยิบไม่ออกแล้ว ต้องใช้ไม้จิ้มฟันแทน ค่อยๆ เขี่ยออกมา - -"
     
    ดีขึ้น ซักพัก เอ๊ะ ยังไม่หายเคืองอีกแระ เลนส์ก็ถอดออกไปแล้ว ไปล้างน้ำเปล่าก็แล้วหลายรอบมาก ใช้น้ำยาล้างตาก็แล้ว ไม่หายเคืองซะที สงสัยจะเป็นที่สาเหตุอื่นรึป่าวน้า ส่องๆ ดูอีกที เห็นขนตาเพิ่งขึ้นอยู่ที่ขอบตาขวาส่วนปลายหางตาด้านขวา ขึ้นมาจากโคนเดียวกัน 2 เส้น อันนั้นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือว่า มันขึ้นแล้วมันม้วนเข้าตา มิน่าทำไมเคืองๆ ทำไงดีหว่า จะถอนก็กลัวเจ็บ
     
    และอันเนื่องมาจากว่า มันขึ้นตรงปลายหางตาพอดี ซึ่งปกติ ขนตาไม่ค่อยจะขึ้นตรงนั้นนะ - -" เลยตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ตัดมันซะเลยดีกว่า ตัดดีๆ หน่อย ให้ชิดโคนๆ ไว้ มันคงหายเคืองอ่ะเนอะ ว่าแล้วก็ไปหยิบกรรไกรตัดเล็บมาตัด ฉัวะๆ อือ คงหายแล้วมั้ง แต่ที่ไหนได้ เจ็บก่าเดิมอีก -*- เดือนร้อนต้องไปหาหมอกันเลยทีเดียว ไปหาหมอๆ หมอไปเอายามาหยอดตาก่อน แล้วก็คุย หมอก็บอกว่า ปริญญาโทมือบอน ใครเค้าตัดขนตากัน -*- เนี่ยรู้มั้ย ขนตาเวลามันขึ้น มันขึ้นเป็นเกลียวพันๆ กันนะ แล้วมันก็ยาวเร็วจะตาย เนี่ย พอไปตัดมัน มันก็เลยหันมาทิ่มตาเราเอง เนี่ย หมอเคยมีเคสมีคนเอากาวตราช้าง นึกว่าเป็นยาทาตา เอามาป้ายตา ตาเลยติดกัน เคสนั้นต้องตัดขนตาทิ้งทั้งแผง มีสิทธิ์โดนตาดำด้วย เคสนั้น หมอเค้าวางแผนรักษาเป็นเดือนๆ เลยนะ
     
    โอ้โห เป็นชุดค่ะ สรุปว่า ได้ยามา 4 อย่าง ได้แก่ ยาป้ายตารักษาแผล ยาเม็ดลดระคายเคือง ยาเม็ดแก้อักเสบ ยาเม็ดลดบวม ห้ามใส่เลนส์ เวรละดิ -*-
     
    กินไปคืนนึง ตอนเช้าตื่นมา หมอรู้ได้ไงหว่า ว่ามันต้องบวม เพราะมันบวมจริงๆ ด้วย ส่วนเรื่องเลนส์ ขอบอกครับขอบอก ข้าพเจ้าใส่เลนส์ดูแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันเจ็บน้อยกว่าตอนถอดเลนส์อีกคับ ทั่นผู้ชม
     
    ปล.วันนี้รับปริญญา ดีใจจังได้ป้ายทะเบียนจบตั้ง 4 ใบไม่ซ้ำกันเลย เอิ๊กๆๆ ใบแรกได้จากพี่สิงห์ ป้ายแดง จบ 2549 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สีเลือดหมูเลย วิศวะฯ มากๆ (2549 เนี่ยยึดปีการศึกษาจ้า) ใบต่อมา ได้จากป๊อบ จบ 2550 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ป้ายแดงมาเลย ต่อมา ได้จากไก่ จบ 2550 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สีชมพู๊ชมพู สุดท้าย ได้จากพี่บีหล่อโคตรๆ+กร+อ้น จบ 2550 จุฬาลงกรณ์ สีชมพูเหมือนกัน ขอบคุณมากมายค่ะ
     
    ปล2.วันนี้ก็ดีใจอีกเช่นกัน ปีนี้เป็นปีที่ได้รับดอกไม้สดเยอะมาก 4 ช่อเต็มๆ แต่ละช่อใหญ่ๆ big size ทั้งนั้นเลย ของวิช เป็นช่อกุหลาบขาว ตัวช่อสีฟ้า คล้ายๆ ช่อบูเก้เลย (แต่คนนี้มีเจ้าของแต่งงานแต่งการแล้วหุหุ) ของพี่สิงห์ช่อกุหลาบแดง ตัวช่อชมพู สวยมากมายค่ะ เก็บไว้ได้นานดี เค้ามีระบบเก็บกักความชื้นได้ด้วย วิธีการคือเอาถุงน้ำมารัดหนังยางตรงปลายโคน ของอาอ้อย เป็นช่อกุหลาบแดงแซมด้วยดอกลิลลี่สีขาวดอกนึง ตัวช่อสีฟ้า สวยมากมายเช่นกันค่ะ สุดท้าย ของพี่บีหล่อโคตรๆ+อ้น+กร ช่อคาร์เนชั่นสีแดง ผสมดอกลิลี่สีขาว ตัวช่อสีชมพู ทีแรกดูเฉยๆนะ อย่างงั้นๆ เหมือนหน้าตาคนให้อ่ะ แต่พอมาถึงบ้าน แกะแต่ดอกไม้ 2 อย่างนี้ออกปักแจกัน เอ้อ...ชอบมากเลยแฮะ ดอกไม้ 2 ชนิดนี้อยู่ด้วยกันแล้วสวยดีอ่ะ
     
    September 22

    บทความเกี่ยวกับการลดริ้วรอย

    เห็นว่ามีความรู้ดี แล้วก็หลายๆ คนสนใจเรื่องเกี่ยวกับริ้วรอยเลยเอามาฝากกันจ้า
     
    Let's Prevent Wrinkles and Pores Since Young!
     
    จากนิตยสาร SPICY ฉบับวันที่ 16-22 ก.ย.49
     
    Causes of Wrinkles and Pores
    สาเหตุแรกที่เป็นไปตามธรรมชาติคือ เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์ผิวหนังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้
    - เซลล์บนชั้นผิวหนังจะบางลง ทำให้ผิวดูบางลงไปด้วย
    - ชั้นผิวหนังเก็บกักความชุ่มชื้นได้น้อยลง ซึ่งทำให้ผิวแห้งตามมา
    ที่แย่กว่านั้นก็คือ ผิวหนังจะไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนี้ได้ด้วยตัวเองง่ายๆ
    - ผิวหนังสามารถผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงอีกต่างหาก ทำให้ริ้วรอยมาเยือนได้
    - ปริมาณการเกิดใหม่ของเซลล์ผิวก็ต่ำๆ
    - ผิวหนังยืดหยุ่นได้น้อยลง
    - เซลล์ไขมันที่ชั้นผิวหนังลดขนาดลง
    - การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ล้วนแต่ส่งผลให้รูขุมขนใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งอาการจะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
    เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วไปสั่งสม ก่อร่างสร้างตัวอยู่ตรงฐานของรูขุมขน
     
    สาเหตุภายนอกอื่นๆ
    1. การสูบบุหรี่ เวลาที่นิโคตินจากบุหรี่เดินทางเข้าสู่ร่างกาย
    จะทำให้ปริมาณเลือด ออกซิเจนและสารอาหารที่ไหลเวียนมาสู่ผิวหนังลดน้อยลง
    จึงส่งผลให้ความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของผิวหนังต่ำลงไปด้วย
    2. แสงแดดจากดวงอาทิตย์ รังสี UV ทำให้เกิดทั้งริ้วรอย ทั้งฝ้า กระ สารพัดชนิด
    3. การใช้กล้ามเนื้อบนใบหน้าแบบผิดๆ เช่นการชอบขมวดคิ้วบ่อยๆ ทำให้เกิดรอยย่นบริเวณเหนือคิ้วได้ง่ายๆ
    4. ความเครียด ซีเรียสกับชีวิต
    5. พันธุกรรม
     
    Best Remedies to Reduce Wrinkles
    ปัญหาริ้วรอยก่อนวัย และรูขุมขนขนาดใหญ่ หากเกิดขึ้นแล้วรักษาเยียวยายาก ดังนั้นควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้
    การป้องกันอย่างดี จะช่วยลดปริมาณริ้วรอยได้ไม่น้อย
     
    Bes Natural Remedies
    มีเทคนิคการป้องกันและบรรเทาปัญหาริ้วรอยก่อนวัยและรูขุมขนใหญ่
    ซึ่งเป็นวิธีที่ธรรมชาติแบบไม่ต้องพึ่งมือหมอหรือเครื่องสำอางมาฝากดังนี้
    1. ใช้วิตามิน E หรือองุ่นบดละเอียดมาทาบนริ้วรอยต่างๆ ที่เห็นบนใบหน้า
    2. พอกหน้าด้วยกล้วยบด สตรอเบอร์รี่บด แตงกวาบด จะช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปได้อย่างดี
    แต่อย่าลืมล้างออกให้สะอาดด้วยล่ะ
    3. ใช้น้ำมะนาวในการเช็ดถูทำความสะอาดรอยสิว และริ้วรอยต่างๆ
    4. หันมาใช้แป้งขมิ้นทาผิวกันจะทำให้อ่อนวัยขึ้น
    5. น้ำมันละหุ่งอาจจะหายากหน่อย แต่ก็ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้เช่นกัน
    6. น้ำผึ้งเป็นตัวช่วยสร้างความชุ่มชื้นได้อย่างดี ลองใช้น้ำผึ้งผสมกับวิตามิน E ชนิดแคปซูล
    พอกหน้าไว้สัก 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น คุณจะรู้สึกชุ่มชื้นเต่งตึงขึ้นมาทันที
    7. ว่านหางจระเข้ก็เริ่ดค่ะ คุณอาจจะไม่สามารถหาว่านสดๆ มาได้ง่ายนัก ใช้เจลว่านหางจระเข้แทนก็ได้
    ให้ความชุ่มชื้นและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ด้วย
    8. หาทางเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยการสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยการสร้างความชุ่มชื้นภายในบ้าน
    เช่นการปลูกต้นไม้ไว้บ้าง แต่อย่าปลูกในห้องนอนละกัน ไม่งั้นมันจะแย่งอากาศเราหายใจในตอนกลางคืน
     
    Best Food Remedies
    1. เลือกทานอาหารต่อต้านอนุมูลอิสระต่างๆ อย่างแครอท น้ำมันปลา ส้มแขก ชาเขียว ฯลฯ
    2. ดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ ให้มากเข้าไว้
    3. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอด้วย อย่าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกกระหายน้ำเชียวนะ
    4. ต้องทานสารโอเมก้า 3 ให้เพียงพอ
     
    Best Cleansing and Nourishing Remedies
    1. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหมดจด โดยเฉพาะสาวผู้รักการแต่งหน้าทั้งหลาย แต่การทำความสะอาดนี้ขอให้อยู่บนพื้นฐานของความพอดี
    อย่างในช่วงเช้าเมื่อตื่นนอนมาใหม่ๆนี้ ใบหน้าเราสะอาดอยู่แล้ว จะมีก็เพียงน้ำมันส่วนเกินจำนวนหนึ่งที่ผุดขึ้นมาช่วงที่เรานอนหลับ
    ดังนั้น ล้างหน้าโดยใช้ Cleanser อ่อนๆ ก็เพียงพอแล้ว ถ้าแรงไปจะกลายเป็นการทำลายผิวหน้าไปโดยไม่ตั้งใจ
    2. ถ้าคุณเป็นสาวผิวธรรมดา ถึงผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ toner เฉพาะช่วงที่รู้สึกว่าสิวเสี้ยนมาเยี่ยมเยียนมากเป็นพิเศษ
    เพราะประสิทธิภาพของ toner คือการกำจัดเอาสิ่งสกปรกที่ตกค้างหลังจากทำความสะอาดใบหน้าเรียบร้อยแล้ว และยังช่วยปิดรูขุมขนด้วย
    จะเหมาะกับสาวผิวมันมากกว่า ถ้าเราผิวไม่มันแต่ดันใช้ toner เช็ดหน้าบ่อยๆ จะกลายเป็นการทำลาย oil ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้าออกไปหมด
    อย่างนี้จะยิ่งเหี่ยวเร็วนะจ๊ะ
    3. ใช้ moisturizer ที่มีส่วนประกอบของสารกันรังสี UV จะได้ช่วยป้องกันการทำลายผิวจากแสงแดดไปบ้าง
    ยิ่งต้องเจอแดดเท่าไร ค่า SPF ที่ใช้ยิ่งต้องมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ค่า SPF ที่สูงๆ นี้ จะมาพร้อมกับดีกรีความมันบนใบหน้าที่เพิ่มสูงขึ้น
    ดังนั้น ถ้าจะใช้ต้องพยายามรักษาความสะอาดหมดจดบนผิวหน้าให้ดี ไม่อย่างนั้นต่อให้ป้องกันริ้วรอยได้ แต่ก็จะมีสิวเสี้ยนแทน
    4. การทา moisturizer อย่าทาแต่ใบหน้า ไม่แยแสลำคอ อีกหน่อย หน้าตึง คอเหี่ยว จะเปรี้ยวไม่ออกนะจ๊ะ
     
    อาหารที่ทำให้ริ้วรอยถดถอยมีจริงหรือ?
     
    จากคอลัมน์สวยขึ้นทันตา สาวขึ้นทันใจ ตอนที่ 4 นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ 1-7 ก.ย.49
     
    ดร. เดนแฮม ฮาร์แมน เป็นคนแรกที่เปิดโปงบทบาทอันเลวร้ายของอนุมูลอิสระ เมื่อทศวรรษ 1950
    อนุมูลอิสระคือโมเลกุลของออกซิเจนที่ขาดอิเล็กตรอนอันเป็นคู่ของมัน การขาดคู่นี้เป็นผลจากปฏิกิริยาทางเคมีสารพัด
    อย่างในร่างกายของเรา และเกิดจากปฏิกิริยาจากสิ่งภายนอก เช่น แสงแดด ควันบุหรี่ และมลภาวะอื่นๆ ด้วย
     
    มันไม่ชอบความเป็นอิสระขาดคู่ และจะใช้ทุกวิถีทางในการขโมยอิเล็กตรอนจากโมเลกุลอื่นๆ ทั่วร่างกาย
    รวมทั้งจากเซลล์ของผิวหนังและจาก DNA ด้วย
     
    เชื่อกันว่า การวิ่งพล่านของอนุมูลอิสระ การระรานแย่งทึ้งอิเล็กตรอนจากสิ่งต่างๆ ในร่างกายก่อเกิดอนุมูลอิสระมากยิ่งขึ้น
    ในขณะเดียวกับที่ก่อเกิดความเสื่อมโทรมไปทั่ว
     
    และนั่นก็คือสาเหตุสำคัญของการที่ร่างกาย รวมทั้งผิวพรรณ แก่ลง ส่งผลเป็นความชราและความเหี่ยวย่น
     
    แน่นอน ร่างกายย่อมไม่ปล่อยให้อนุมูลอิสระบ่อนทำลายเอาฝ่ายเดียว เรามีระบบต่อสู้ป้องกันที่ได้ผลด้วย
    และแม่ทัพในสงครามปราบอนุมูลอิสระก็คือ แอนตี้ออกซิแดนต์ ทุกครั้งที่แอนตี้ออกซิแดนต์ปะทะกับอนุมูลอิสระ
    มันจะทำหน้าที่ปราบพยศ โดยมอบอิเล็กตรอนที่ขาดหาย คืนให้แก่อนุมูลอิสระ
    ทำให้อนุมูลอิสระหมดความจำเป็นที่จะต้องไปรุกรานใครอีก
     
    โดยปกติแล้ว ร่างกายน่าจะผลิตแอนตี้ออกซิแดนต์ได้เพียงพอกำราบอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นวันต่อวัน
    แต่บางครั้ง หากป่วย หากผ่านการผ่าตัด การติดเชื้อ สูบบุหรี่จัด หรือตากแดดมากเกิดไป ปริมาณอนุมูลอิสระก็จะทบทวี
    จนแอนตี้ออกซิแดนต์ในคลังของเราไม่เพียงพอต่อสู้
     
    แต่เราสามารถเสริมสร้างระดับแอนตี้ออกซิแดนต์ในร่างกายได้ด้วยการกินอาหารวิตามินเสริม
    และด้วยการกินอาหารที่สามารถช่วยเพิ่มเติมระดับแอนตี้ออกซิแดนต์ให้แก่ร่างกายได้
     
    สถิติจากผลงานของนักวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์วิจัยโภชนาคุณสำหรับมนุษย์ [Human Nutrition Research Centre]
    แห่งมหาวิทยาลัยทัพท์สในกรุงบอสตัน ซึ่งได้ทำการศึกษาคุณสมบัติของผักและผลไม้
    และได้จัดลำดับผลไม้และผัก 25 ชนิดที่สามารถทำให้ขบวนการริ้วรอย ชะงักการรุกรานผิวอย่างได้ผล
    สิ่งที่นักวิจัยกลุ่มนี้ใช้เป็นมาตรการวัดประสิทธิภาพในการจรรโลงความสาวของผิวพรรณก็คือระดับของแอนตี้ออกซิแดนต์
    ที่มีอยู่ในผักและผลไม้แต่ละชนิด
     
    นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยเรื่องของผักผลไม้กลุ่มนี้ ตั้งค่า ORAC [Oxygen Radical Absorbence Capacity] ไว้เป็นมาตราวัด
    ทฤษฎีของเขาก็คือ อาหารที่มี ORAC ยิ่งสูง จะทำให้เกิดหน่วยแอนตี้ออกซิแดนต์ในร่างกายยิ่งมากขึ้น เพื่อช่วยต่อสู้อนุมูลอิสระ
    ซึ่งเท่ากับช่วยป้องกันหยุดยั้ง ความเสื่อมโทรมของร่างกาย
     
    ซึ่งนอกจากจะหมายความว่า ทำให้ผิวพรรณไม่เกิดริ้วรอยย่นแล้ว ยังป้องกันโรคไขข้อ ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
    และเพิ่มโอกาสการต่อต้านมะเร็งหลายชนิด
     
    และยังอ้างกันว่า สามารถชะลอโรคความจำถดถอยได้อีกด้วย
     
    ผลไม้และผัก 25 อย่างที่ชะลอความแก่ได้วัดจากระดับ ORAC ต่อ 100 ก.คือ :
    1.ลูกพรุน [5750] 2.ลูกเกด [2830] 3.บลูเบอรี่ [2434] 4.แบล็คเบอรี่ [2036] 5.กระเทียม [1939]
    6.คะน้า [1770] 7.แครนเบอรี่ [1750] 8.สตรอเบอรี่ [1536] 9.ราสเบอรี่ [1227] 10.ผักโขม [1210]
    11.แขนงกะหล่ำ [980] 12.ลูกไหน [949] 13.ถั่วงอกแอลฟัลฟ่า [931] 14.บร็อคเคอลี่ [888] 15.หัวบีท [841]
    16.อโวคาโด [782] 17.ส้ม [750] 18.องุ่นแดง [739] 19.พริกหยวกตุ้มสีแดง [731] 20.เชอรี่ [670]
    21.กีวี [609] 22.เกรพฟรุตสีชมพู [483] 23.หัวหอม [449] 24.ข้าวโพดหวาน [402] 25.มะเขือม่วง [386]
     
    นักวิจัยกลุ่มเดียวกันนี้ ยังได้คำนวณว่า ร่างกายต้องการ ORAC วันละ 3,000 - 5,000 หน่วย
    เพื่อที่จะชะลอความแก่ตัวอย่างได้ผล แต่ฟังหูไว้หูจะดีกว่า เพราะถ้าเชื่อตามทฤษฎีนี้และกินอาหารตามตารางข้างบน
    เราก็จะแก่ช้าลงด้วยการกินลูกพรุนเพียงวันละ 7 ลูกเท่านั้น ออกจะเหลือเชื่อเกินไปหน่อย
     
    แต่ที่เชื่อถือได้แน่นอนก็คือ ผักและผลไม้เหล่านี้ มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก
    เพราะนอกจากจะสูงด้วยระดับแอนตี้ออกซิแดนต์แล้ว ยังมีสารอาหารสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย
    เช่น กรดโฟลิค ในคะน้า ผักโขม แขนงกะหล่ำ และบร็อคเคอลี่
    วิตามินซีเหลือเฟือในเบอรี่ทั้งหลาย ในส้ม เชอรี่ กีวี ลูกไหนและพริกหยวก
    วิตามินอีในผักโขม ถั่วงอกแอลฟัลฟ่า และอโวคาโด และธาตุเหล็กในลูกพรุน ลูกเกด ผักโขม และหัวบีทเป็นต้น
     
    และถ้าคุณดูแลให้ร่างกายได้รับผักผลไม้เหล่านี้ประจำ สุขภาพที่แข็งแรง ก็จะทำหน้าที่ชะลอความชรา
    ด้วยวิธีการที่เป็นธรรมชาติอย่างทีสุด
     
    และแทบจะเรียกได้ว่า อัตโนมัติอย่างที่สุดอยู่แล้ว
    September 20

    โรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง

    ที่เคยเป็นก็มีโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ+แตก
     
    เล่าให้อ่านเป็นความรู้+วิทยาทานนะจ๊ะ
     
    โรคกระเพาะอาหาร
     
    โรคนี้เนี่ยเป็นกันเยอะนะคะคุณ (เค้าว่ากันว่าคนมีเลือดกรุ๊ป O มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่ากรุ๊ปอื่นๆ)
    จากประสบการณ์การเป็นโรคกระเพาะของเราเนี่ย
    จุดที่จะปวดท้องได้ ก็ตั้งแต่ลิ้นปี่ ไปจนถึงพุงหลามๆ ของคุณ บางทีอาจไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ปวดได้อย่างแน่ชัด
    อาการแรกเริ่มคือปวดแบบแสบๆ ชาๆ ตอนหิวข้าว เริ่มหนักขึ้นก็จะปวดตลอดเวลาไม่ว่าหิวหรืออิ่ม
    และอาจมีอาการน้อยๆ คือสามารถทำงานได้บ้าง จนมีอาการหนักๆ คือต้องนั่งเฉยๆ ทำงานไม่ไหว
    เราโชคดีที่ไม่เคยมีอาการหนักๆ อย่างอื่นร่วมด้วยเช่น อาเจียนหนักๆ
     
    โรคนี้เกิดจากหลายสาเหตุ เช่นกินข้าวไม่ตรงเวลา กินจุบกินจิบ
    หรือจากความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ เพราะความเครียดนั้นทำให้กรดออกมามากในกระเพาะอาหาร
    ยาที่เคยกินจะมี 2 ประเภท คือยา Alum Milk ซึ่งเป็นยาน้ำ กลิ่นสะอาดๆ รสชาติก็คล้ายๆ มิ้นท์นิดหน่อย
    กับอีกประเภทเป็นยาเม็ด ไม่รู้ชื่อแต่หมอมักจะเขียนหน้าซองยาว่า ยารักษาแผลในกระเพาะ
    (รู้สึกจะชื่ออามิพาโซ)
    เราเคยถามเภสัชกรว่ามันต่างกันยังไง เค้าบอกว่าอามิพาโซจะทำหน้าที่ลดจำนวนกรดที่จะออกมาในกระเพาะให้น้อยลง
    ส่วน Alum Milk จะทำหน้าที่ฆ่ากรดที่ออกมาแล้วในกระเพาะ ซึ่งคล้ายกับแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
     
    โรคใกล้เคียงหรือผลพวงจากกรดในกระเพาะอาหารที่เคยเห็นเพื่อนเป็นก็ได้แก่
    โรคกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับ อาการน่ากลัวมากคือแสบที่หลอดอาหาร ตั้งแต่เหนือลิ้นปี่ขึ้นมา
    เราอ่านในหนังสือเค้าบอกว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดตรงรอยต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร
    เพราะมันทำหน้าที่บกพร่อง ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร
    ปกติในกระเพาะอาหารของพวกเรานั้น จะมีเยื่อบุในกระเพาะซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้กรดกัดที่กระเพาะอาหารเอง
    แต่ในหลอดอาหารของพวกเราไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตกรดและย่อยอาหาร จึงไม่สามารถป้องกันกรดที่เกิดจากกระเพาะอาหารได้
    ดังนั้น จึงเกิดอาการดังกล่าว ในหนังสือบอกว่าสาเหตุอาจเกิดจากการสูบบุหรี่ กินเนื้อสัตว์(ซึ่งย่อยยาก) หรืออื่นๆ
     
    อีกโรคนึงที่เป็นผลพวงจากกรดในกระเพาะก็คือเป็นแผลที่ลำไส้ส่วนต้น
    เค้าว่ากรดในกระเพาะมันไหลลงไปที่ลำไส้ด้วย เราเข้าใจเอาเองว่าก็น่าจะเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะกับลำไส้นะ
    เห็นพี่ที่เป็นโรคนี้ ต้องรักษาด้วยวิธีที่เราไม่อยากเจอเลยก็คือกลืนแป้งแล้วก็เอาสายต่อจากจมูกหรือปากลงไปที่ลำไส้
    วิธีการรักษานี้ เคยได้ยินว่าบางทีถ้าเป็นโรคกระเพาะอาหารก็อาจใช้วิธีนี้ได้ น่ากลัวจัง อึ๋ย
     
    ไส้ติ่ง
     
    จากที่เคยเป็นนะคะ ทีแรกก็ปวดท้องธรรมดา พอนานไป มันก็เริ่มปวดแบบหน่วงๆ หนักๆ จุดที่ปวดก็ต่ำจากสะดือลงมาอีก
    คือปวดบริเวณท้องน้อยอ่ะ แล้วมันจะปวดเหมือนมีอะไรมาหน่วงที่ท้องไว้ ท้องมันหนักๆ แล้วก็เดินไม่ไหว ต้องหิ้วปีกกันเลยทีเดียว
    น้าข้างบ้านบอกว่า ดูอาการเดินก็รู้แล้วว่าเป็นไส้ติ่งแหงๆ โห น้า ขั้นเซียนเลยนะเนี่ย เก่งก่าหมออีก หุหุ
     
    อาการที่สำคัญๆ ของไส้ติ่งแตกก็คือ ท้องเสีย
    วิธีการรักษา มีวิธีเดียวคือการผ่าตัด การผ่าตัดของเราตอนนั้นใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย
    หลังผ่าตัดหมอบอกว่า บริเวณรอบๆ ไส้ติ่งของเรามีอาการอักเสบมาก จะดูไส้ติ่งที่ผ่ามาแล้วมั้ย!!
     
    แต่ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดไส้ติ่งที่รู้มามีอยู่ 2 อย่าง
    1.ลำไส้ตัน เพราะเกิดจากพังผืดมาเกาะบริเวณลำไส้ ทำให้ถ่ายไม่ได้ ถ้าถ่ายได้ก็จะไม่เกิดการลำไส้ตันดังกล่าว
    ดังนั้นหลังผ่าตัด คุณควรเดินเยอะๆ กินตามสมควร ที่สำคัญต้องเดิน!!
    2.ลำไส้อักเสบ เพราะเชื้อโรคที่มันกระจายไปบริเวณท้องที่เกิดการอักเสบมากนั่นเอง
     
    ลำไส้อักเสบ
     
    และแล้ว เราก็เกิดผลพวงข้อนี้จากไส้ติ่งจนได้
    อาการที่เราเป็นก็คือ อาเจียนทั้งคืน กินอาหารไม่ได้ ปวดท้องชาๆ ทั่วๆท้องจนไม่สามารถทำงานได้
    วิธีการรักษา ฉีดยาแก้ปวดท้องและกินยาตามที่หมอสั่ง
    จำได้ว่าเป็นอยู่ซักพัก เป็นๆ หายๆ ต้องไปหาหมอหลายรอบ กว่าจะหาย แต่มันก็จะค่อยๆ หายไปเอง
     
    เพิ่มเติมนิดนึง อันนี้ถามหมอมา
    เวลาที่ผู้หญิงปวดท้องแล้วเข้ารพ.นั้น หมอจะสงสัยอยู่ 3 โรคได้แก่
     
    1.โรคมดลูกอักเสบ สาเหตุเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เราไม่ทราบรายละเอียดและสาเหตุที่ชัดเจน
    วิธีการรักษาโรคนี้คือ การให้ยาแก้อักเสบผ่านทางสายน้ำเกลือ แล้วมันก็จะหายเองใน 3-4 วัน
    ทีแรกหมอสงสัยว่าเราเป็นโรคนี้ ทั้งๆ ที่บอกจนปากแฉะว่าหนูไม่เคยมีไรกะปู้ชาย >_<
     
    2.เป็นซีสที่มดลูก อันนี้ไม่ต้องมีสาเหตุใดๆ ใครๆ ก็เป็นได้ วิธีการรักษาหมอยังไม่ได้บอก
    แต่มีเพื่อนเราเคยเป็นใกล้ๆ ซีสคนนึง เค้าบอกว่ากินยารักษาเอาอ่ะ
    วิธีการค้นหาว่าเป็นหรือไม่ หมออาจใช้วิธีอุลตร้าซาวน์ดู
    วิธีการอุลตร้าซวาวน์ ก็คือจะมีเครื่องมือมีลักษณะเป็นล้อหมุน หมอก็จะหมุนไปทั่วๆ ท้อง
    แล้วรูปภาพต่างๆ ภายใน ก็จะปรากฎอยู่บนคอมพิวเตอร์ เราก็โดนพาไปสแกนเหมือนกัน เย็นๆดี
     
    3.ไส้ติ่ง มีอาการปวดท้องบริเวณท้องน้อยด้านขวา
    สามารถอักเสบและปวดได้ตั้งแต่ 1 วัน จนถึง 1 อาทิตย์โดยที่ไส้ติ่งยังไม่แตก
    ไม่ทราบวิธีการค้นหาว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ เคยได้ยินว่าเจาะเลือดก็รู้ผลแล้ว
    แต่ที่เคยเป็นมา หมอไม่มีการเจาะเลือดไปตรวจแต่อย่างใด แต่ใช้วิธีการคาดเดา
     
    แต่อย่างไรก็ตาม "การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ"
    July 05

    สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ

    บททดสอบของชีวิต
     
    คุณเคยรู้สึกมั้ยว่า
    ทำไมชีวิตของคุณ จะต้องมาเจอเรื่องอะไรซ้ำเดิมบ่อยๆ
    โดยเรื่องที่คุณเจอนั้น จะเป็นเรื่องที่คุณไม่อยากเจอมันเลย
    มันอาจทำให้คุณรู้สึกเหมือนต้องมา "ชดใช้กรรม"
    ที่คุณก็ไม่รู้ว่า เคยก่อไว้ตอนไหน อย่างไร กับใคร ร้ายแรงแค่ไหนก็ไม่รู้
     
    เรื่องของ"กรรม"นี้ ทางพุทธเราเชื่อว่าเรื่องชาติภพมีจริง เรื่องกรรมมีจริง
    ใครทำอะไรไว้กับใคร ชาติไหน ยังไง ต้องได้มาชดใช้กรรมกันในชาติใดชาติหนึ่ง
     
    หรือจะกล่าวในทางวิทยาศาสตร์ ก็อาจบอกได้ว่า พลังงาน ไม่มีวันสูญหายไปไหน
    เมื่อเกิดพลังงานนั้นขึ้น ยังไงพลังงานนั้นก็ยังคงอยู่
    และต้องกระทบกับคนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนั้นแน่นอน
     
    และคุณเชื่อไหมว่า ยังมีอีกความเชื่อหนึ่งในทางตะวันตกที่เชื่อในเรื่องของจิตวิญญาณด้วยนะ
    มีหมอคนหนึ่งชื่อว่าดร.ไบรอัน ไวส์ เป็นหมอเชี่ยวชาญการระลึกชาติบำบัด
    (อืม ชื่อแปลกๆ แบบนี้มีด้วยแฮะ) 
    เค้าแต่งหนังสือไว้ชื่อ Messages from the masters
    ซึ่งเป็นภาคต่อจาก Only Love is Real แปลโดยพี่โจ มณฑาณี ตันติสุข
     
    เราไม่เคยอ่านหนังสือของเค้าหรอกค่ะ
    แต่จำได้ว่าพี่โจเคยเล่าเรื่องที่เค้าแปลมานี้ ประมาณว่า
    จิตวิญญาณของคนเรานั้น ไม่มีวันสูญสลายไปไหน
    เมื่อเราตาย ก็หมายความว่าจิตวิญญาณนั้นได้ละร่างของคน เพื่อไปเกิดใหม่
    เราเป็นผู้เลือกเองว่า เราจะมาเกิดเมื่อไร ที่ไหน เพื่อเหตุผลใด
     
    วิญญาณบางดวง อยากเลื่อนขั้นพัฒนาอีกชั้น จิตจึงยังคงอยู่ในรูปวิญญาณ
    บางวิญญาณอยู่ในรูปนั้นนานกว่าผู้อื่น กว่าจะกลับมาเกิดอีกครั้ง
     
    แต่ทั้งหมดคือการเติบโตและเรียนรู้ !!!
     
    เมื่อจิตวิญญาณเรามาเกิดเป็นมนุษย์
    ทุกอย่างที่เกิดกับเรา ปัญหา คนรอบข้าง เหตุการณ์ต่าง ๆ มันล้วนถูกกำหนดมา
    โดยเราเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเองก่อนเราลงมาเกิด ว่าชาตินี้เราจะได้รับบททดสอบข้อใด
    ชาตินี้เราจะพัฒนาจิตวิญญาณของเราขั้นใด
    สิ่งนั้นเรียกว่า โชคชะตา (destiny ) ซึ่งมันจะมาพร้อมกับ freewill (จิตอิสระที่จะเลือกปฎิบัติ)
     
    ดังนั้น เรื่องที่เราคิดว่า ทำไมมันต้องเกิดขึ้นกับเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเราคิดว่ามันเป็น"กรรมเก่า"
    บางที มันอาจจะเป็นแค่บททดสอบของชีวิตเท่านั้นเอง
    และเมื่อเราผ่านมันไปได้ เท่ากับว่า เราสอบผ่านบททดสอบของตัวเราเองในชาตินั้นแล้ว
     
    ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรา ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งศัตรู
    ล้วนแต่เป็นผู้มีพระคุณกับเรา
    เพราะเค้าเหล่านั้น เปรียบเสมือนเป็นผู้ที่ทำให้เราผ่านบททดสอบนั้นไปได้

    หากเราผ่านบททดสอบนั้นแล้ว ในชาตินั้น ก็จะไม่เกิดเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เคยเป็นมา
    (แต่อาจจะ มีบททดสอบใหม่เข้ามาแทน55)
    และเค้ายังเชื่ออีกว่าถ้าเราผ่านบททดสอบทุกบทได้แล้ว เราอาจหลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิดได้
     
    ที่เล่ามายืดยาวซะขนาดนี้ (โอยเหนื่อย 55)
    ก็เพราะว่า ช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ที่เคยพบมาก่อน เลยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้
     
    จะว่าไป ทุกๆคน คงมีบททดสอบของตัวเองอยู่ แต่เราจะผ่านมันไปได้อย่างไร ไม่มีใครรู้
    ตัวเราเองเท่านั้น ที่เมื่อผ่านมันไปแล้ว ถึงจะรู้คำตอบ
     
    *********************************************
     
    สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ
     
    จาก Fwd mail ค่ะ
     
    คอลัมน์ มาร์เก็ตติ้ง โดยสรกล อดุลยานนท์
    มีชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของ น.พ.เทอดศักดิ์เดชคง ที่ผมชอบมาก
    "สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ"

    เป็นหนังสือแนวจิตวิทยาที่สอนคนให้มองโลกในแง่ดีและมีความสุข
    ในภาวะที่ "น้ำมันแพง-ดอกเบี้ยสูง-การเมืองสับสน" 
    ที่หลายคนเชื่อว่าจะเป็นมรสุมระลอกใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจไทย
    เกิดภาวะกระตุก
    ผมนึกถึงชื่อหนังสือของหมอเทอดศักดิ์ขึ้นมาทันที
    "สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ"

    ในวันนี้การสร้าง "กำลังใจ"เพื่อเดินหน้าต่อไปเป็นเรื่องสำคัญมาก
    ถ้ามัวคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเลวร้าย
    และเสียเวลากับการตั้งคำถามในทำนองที่ว่า
    ถ้าทำอย่างนี้ ปัญหาคงไม่เกิด ถ้าทำอย่างนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคงจะดีกว่านี้ 
    เสียเวลากับ "อดีต" มากกว่า "ปัจจุบัน"และ "อนาคต"
    แต่หลักคิดที่ว่า "สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ"
    เป็นหลักคิดเพื่อไม่ให้เราเสียเวลากับการฟื้นฝอยหาตะเข็บมากเกินไป
    เดินหน้าสู่อนาคตดีกว่า
     
    เหมือนที่ "อนันต์ อัศวโภคิน" แห่งแลนด์แอนด์ เฮ้าส์
    บอกหลักคิดในเรื่องที่ดินกับเพื่อนร่วมงานเสมอ
    "ที่ดินแปลงไหนที่เราซื้อแล้ว ดีเสมอ"
    คือ ถ้าซื้อแพงกว่าคู่แข่งเราก็ไม่สามารถย้อนหลังกลับไปต่อราคาใหม่ได้
    หรือพอซื้อไปแล้ว หน่วยงานรัฐกลับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถเป็นแบบ "วันเวย์"
    เราก็จะเปลี่ยนให้เป็น "ทูเวย์" ก็ไม่ได้ 
    การคิดแบบทำร้ายตัวเองด้วยการบอกตัวเองว่า"ไม่น่าซื้อที่ดินแปลงนี้เลย"
    คิดแบบนี้ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น สู้คิดแบบมองไปข้างหน้า
    ทำให้ที่ดินแปลงนี้ให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้มากที่สุด 
    ทำให้ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่

    "เงื่อนไข" หรือ "ปัจจัย" บางอย่างเป็นเรื่องที่นอกเหนือการควบคุม
    อย่างเช่น ราคาน้ำมัน
    หรืออัตราดอกเบี้ยของแบงก์ที่เราไปกำหนดอะไรไม่ได้เลย 
    เวลาที่เอาไปคิดว่า ทำไมน้ำมันถึงขึ้นราคาทำอย่างไรให้ราคาน้ำมันลดลง 
    สู้นำเวลานั้นไปคิดว่าทำอย่างไรให้ต้นทุนการขนส่งเราเพิ่มขึ้นให้น้อยทีสุด
    หรือคิดในเกม "ลดต้นทุน" ไม่ได้ก็ต้องคิดในเกม"เพิ่มรายได้"
    ทำอย่างไรจะเพิ่มรายได้ให้มากกว่ารายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

    ในการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นเกมชีวิตหรือเกมเศรษฐกิจ
    "ขวัญ" และ "กำลังใจ" เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
    เคยได้ยินหลัก "6 ไม่" ของคุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ของ "ไอซีซี"
    ในเครือสหพัฒน์ไหมครับ
    "ไม่เหนื่อย ไม่กลัวไม่ท้อ ไม่มีปัญหา ไม่ยาก ไม่เครียด"
    หลัก "6 ไม่" เกิดขึ้นตอนวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540
    ตอนนั้นมีแต่ "ข่าวร้าย" เต็มบ้านเต็มเมือง
    คุณบุญเกียรติจึงใช้การ "สั่งจิตใต้สำนึก"ด้วยหลัก "6 ไม่" 
    บอกตัวเองเป็นประจำ บอกลูกน้องตลอดเวลาให้คิดทุกเรื่องในทางบวก
    งานหนักก็ไม่เหนื่อย งานยากก็ไม่กลัว และไม่ท้อ
    งานมีอุปสรรคมากมาย ก็คิดว่าไม่มีปัญหาไม่ยาก
     
    ที่สำคัญคือ ต้องไม่เครียด เรื่องนี้สำคัญนะครับ
    ผมเชื่อเสมอว่า "เราคือสิ่งแวดล้อมของคนอื่น"
    ใครก็ตามที่มีนิสัย "ขี้วีน"หรือ "หน้าตาบอกบุญไม่รับ"
    และคิดเสมอว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเราไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น
    คนนั้นคิดผิด
    เพราะรังสีอำมหิตของเราจะแผ่กระจายให้คนรอบข้างที่สัมผัสรู้สึกได้
    และก่อให้เกิดบรรยากาศที่อึดอัดในที่ทำงาน
     
    ดังนั้น ถ้าเจ้านายระดับสูงสุดอย่าง"บุญเกียรติ"
    สั่งจิตตัวเองให้ "ไม่เครียด" ลูกน้องย่อมทำงานอย่างสบายใจ
    ด้วยความเชื่อในหลักจิตวิทยาแบบ"คิดทางบวก" นี้เอง
    ทำให้เวลาใครถามคุณบุญเกียรติ ว่าทำอย่างไร "ไอซีซี"
    จึงฝ่าวิกฤตปี 2540 มาได้ หนึ่งในคำตอบของ "บุญเกียรติ"
    ก็คือ หลัก "6 ไม่"
     
    อย่าลืมนะครับ
    ...ไม่เหนื่อย ไม่กลัว ไม่ท้อ ไม่มีปัญหา ไม่ยาก ไม่เครียด
    ...ที่ดินแปลงไหนที่เราซื้อแล้วดีเสมอ
    และ...สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ
     
    *********************************************
     
    เมื่อรู้สึกถึงความเป็นไปไม่ได้ ให้คิดถึงความเป็นไปได้ทันที

    อีกประโยคนึง ไม่รู้เคยได้ยินกันรึเปล่า
    จากนส.คู่สร้างคู่สมฉ.1-10ส.ค.49
     
    "เมื่อรู้สึกถึงความเป็นไปไม่ได้ ให้คิดถึงความเป็นไปได้ทันที"
     
    ปรัชญาของเจ้าพ่อแดวู คิม ชอง วู เกาหลีใต้
    ที่ออกจะเสี่ยงกับการลงทุนในที่ที่ใครๆ ก็เมินหน้าหนี
    เพราะคิดว่าไม่มีทางรุ่ง อย่างการทำธุรกิจผลิตยางรถยนต์ในซูดาน
    และอุตสาหกรรมสร้างทางรถไฟในอิหร่าน ที่มันเสี่ยงต่อการเจ๊ง
    แต่ คิม ชอง วู กลับมุ่งมั่นที่จะเสี่ยง เพราะว่าบนความเสี่ยงนั้น
    ต้องอาศัยการก้าวเดินด้วยความระมัดระวังรอบคอบเป็นพิเศษ
    หลายเท่าตัวนัก เพราะอยู่บนเส้นด้ายความเสี่ยงตลอดเวลา
    การที่คิดถึงความเป็นไปได้ ในความเป็นไปไม่ได้นี่แหละ
    ทำให้เขาพบว่าความเป็นไปได้ซ่อนอยู่ในความเป็นไปไม่ได้เสมอ
     
    ปล.เห็นว่า 3 เรื่องมันคล้ายๆ กัน เลยจับรวมแพกเกจซะเลย
    March 27

    ตรวจฟัน

    วันนี้ไปตรวจฟันมา แล้วก็พบโรคประหลาดๆ มากมาย เหอๆๆ
     
    อันแรกเลย เหงือกอักเสบ อาการของมันคือมันจะมีเลือดออกตามฟันได้บ่อยๆ แต่ออกไม่มากนะ
    โดนหมอด่าเลย ว่าแปรงฟันไม่ดี ยังอายุน้อยอยู่เป็นโรคนี้ได้งัย T-T
    (แอบสารภาพว่าโรคนี้เราเป็นมา 2 หนแล้ว เหอๆๆ )
    วิธีแก้คือ ใช้ไหมขัดฟันทุกมื้อคับ แล้วมันจะดีขึ้นเอง
     
    โรคที่สอง ก็ทั่วๆไปคับทั่น ฟันผุ แต่กระผมก็ผุได้ประหลาดนะ ปกติฟันผุมันจะเป็นสีดำๆใช่มะ
    แต่ของเรา ฟันหน้ามันผุใกล้ๆเหงือกอ่ะ เลยผุเป็นสีขาว ประหลาดดีมะ
    แล้วก็เพิ่งรู้ว่าการอุดฟันนอกจากจะอุดสีเทาๆแล้ว มันมีแบบสีเหมือนฟันด้วยอ่ะ แต่แพงหน่อย 400 -*-
     
    โรคที่สาม ฟันกร่อน เกิดจากการที่เราแปรงฟันหน้าเยอะเกินไป ซะงั้น
    ฟันเลยกร่อน อาการนะคับ ฟันของคุณจะเป็นสีออกครีมๆ เหลืองๆ ปกติฟันจะเป็นสีนวลๆขาวๆ
    หากฟันของคุณๆ เป็นสีนั้นนะคับ ไม่ใช่คุณแปรงฟันไม่ดีนะ แต่คุณแปรงมากไปต่างหาก
     
    สุดท้าย ไม่ใช่โรคหรอกคับ แต่ทำให้เกิดโรคได้ เหอๆๆ คือฟันคุดนั่นเอง
    เราเคยถอนฟันคุดฟันล่างมาแล้ว ถอนตั้งแต่มันยังไม่ขึ้น
    แต่คราวนี้ มันขึ้นแล้ว เหอๆๆๆ ฟันบนนั่นเอง เตรียมตัวเจ็บได้เลยคับทั่น
     
    วันนี้เลยขูดหินปูนมาก่อน แล้วหมอก็สอนการแปรงฟันให้ใหม่ -*-
    วิธีแปรงคือ ให้คุณแปรงแบบนวดเบาๆที่เหงือกโดยเอียงแปรงกับฟัน45องศา
    เพื่อให้คราบฟันที่ติดกับเหงือกหลุดออกไปคับ
    แล้วก็ปัดแปรงตามร่องฟันของคุณ ด้านในก็ปัดออก ฟันบดเคี้ยวก็ถูๆด้านบน แค่นั้นเองคับ
    และใช้ไหมขัดฟันบ่อยๆกันนะคับทั่น
     
    ขอแนะนำให้คุณๆไปตรวจฟันกันบ่อยๆนะคับ
     
    ปล. เห็นรถยนต์ยี่ห้อ DATSUN กันบ้างมั้ยคะ เราเห็นมะเช้านี้หล่ะ ยังอยู่อีกนะเนี่ย เหอๆๆ