Petcharat's profileDon't Worry, Be Happy .....PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    September 22

    บทความเกี่ยวกับการลดริ้วรอย

    เห็นว่ามีความรู้ดี แล้วก็หลายๆ คนสนใจเรื่องเกี่ยวกับริ้วรอยเลยเอามาฝากกันจ้า
     
    Let's Prevent Wrinkles and Pores Since Young!
     
    จากนิตยสาร SPICY ฉบับวันที่ 16-22 ก.ย.49
     
    Causes of Wrinkles and Pores
    สาเหตุแรกที่เป็นไปตามธรรมชาติคือ เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์ผิวหนังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้
    - เซลล์บนชั้นผิวหนังจะบางลง ทำให้ผิวดูบางลงไปด้วย
    - ชั้นผิวหนังเก็บกักความชุ่มชื้นได้น้อยลง ซึ่งทำให้ผิวแห้งตามมา
    ที่แย่กว่านั้นก็คือ ผิวหนังจะไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนี้ได้ด้วยตัวเองง่ายๆ
    - ผิวหนังสามารถผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงอีกต่างหาก ทำให้ริ้วรอยมาเยือนได้
    - ปริมาณการเกิดใหม่ของเซลล์ผิวก็ต่ำๆ
    - ผิวหนังยืดหยุ่นได้น้อยลง
    - เซลล์ไขมันที่ชั้นผิวหนังลดขนาดลง
    - การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ล้วนแต่ส่งผลให้รูขุมขนใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งอาการจะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
    เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วไปสั่งสม ก่อร่างสร้างตัวอยู่ตรงฐานของรูขุมขน
     
    สาเหตุภายนอกอื่นๆ
    1. การสูบบุหรี่ เวลาที่นิโคตินจากบุหรี่เดินทางเข้าสู่ร่างกาย
    จะทำให้ปริมาณเลือด ออกซิเจนและสารอาหารที่ไหลเวียนมาสู่ผิวหนังลดน้อยลง
    จึงส่งผลให้ความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของผิวหนังต่ำลงไปด้วย
    2. แสงแดดจากดวงอาทิตย์ รังสี UV ทำให้เกิดทั้งริ้วรอย ทั้งฝ้า กระ สารพัดชนิด
    3. การใช้กล้ามเนื้อบนใบหน้าแบบผิดๆ เช่นการชอบขมวดคิ้วบ่อยๆ ทำให้เกิดรอยย่นบริเวณเหนือคิ้วได้ง่ายๆ
    4. ความเครียด ซีเรียสกับชีวิต
    5. พันธุกรรม
     
    Best Remedies to Reduce Wrinkles
    ปัญหาริ้วรอยก่อนวัย และรูขุมขนขนาดใหญ่ หากเกิดขึ้นแล้วรักษาเยียวยายาก ดังนั้นควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้
    การป้องกันอย่างดี จะช่วยลดปริมาณริ้วรอยได้ไม่น้อย
     
    Bes Natural Remedies
    มีเทคนิคการป้องกันและบรรเทาปัญหาริ้วรอยก่อนวัยและรูขุมขนใหญ่
    ซึ่งเป็นวิธีที่ธรรมชาติแบบไม่ต้องพึ่งมือหมอหรือเครื่องสำอางมาฝากดังนี้
    1. ใช้วิตามิน E หรือองุ่นบดละเอียดมาทาบนริ้วรอยต่างๆ ที่เห็นบนใบหน้า
    2. พอกหน้าด้วยกล้วยบด สตรอเบอร์รี่บด แตงกวาบด จะช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปได้อย่างดี
    แต่อย่าลืมล้างออกให้สะอาดด้วยล่ะ
    3. ใช้น้ำมะนาวในการเช็ดถูทำความสะอาดรอยสิว และริ้วรอยต่างๆ
    4. หันมาใช้แป้งขมิ้นทาผิวกันจะทำให้อ่อนวัยขึ้น
    5. น้ำมันละหุ่งอาจจะหายากหน่อย แต่ก็ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้เช่นกัน
    6. น้ำผึ้งเป็นตัวช่วยสร้างความชุ่มชื้นได้อย่างดี ลองใช้น้ำผึ้งผสมกับวิตามิน E ชนิดแคปซูล
    พอกหน้าไว้สัก 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น คุณจะรู้สึกชุ่มชื้นเต่งตึงขึ้นมาทันที
    7. ว่านหางจระเข้ก็เริ่ดค่ะ คุณอาจจะไม่สามารถหาว่านสดๆ มาได้ง่ายนัก ใช้เจลว่านหางจระเข้แทนก็ได้
    ให้ความชุ่มชื้นและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ด้วย
    8. หาทางเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยการสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยการสร้างความชุ่มชื้นภายในบ้าน
    เช่นการปลูกต้นไม้ไว้บ้าง แต่อย่าปลูกในห้องนอนละกัน ไม่งั้นมันจะแย่งอากาศเราหายใจในตอนกลางคืน
     
    Best Food Remedies
    1. เลือกทานอาหารต่อต้านอนุมูลอิสระต่างๆ อย่างแครอท น้ำมันปลา ส้มแขก ชาเขียว ฯลฯ
    2. ดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ ให้มากเข้าไว้
    3. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอด้วย อย่าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกกระหายน้ำเชียวนะ
    4. ต้องทานสารโอเมก้า 3 ให้เพียงพอ
     
    Best Cleansing and Nourishing Remedies
    1. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหมดจด โดยเฉพาะสาวผู้รักการแต่งหน้าทั้งหลาย แต่การทำความสะอาดนี้ขอให้อยู่บนพื้นฐานของความพอดี
    อย่างในช่วงเช้าเมื่อตื่นนอนมาใหม่ๆนี้ ใบหน้าเราสะอาดอยู่แล้ว จะมีก็เพียงน้ำมันส่วนเกินจำนวนหนึ่งที่ผุดขึ้นมาช่วงที่เรานอนหลับ
    ดังนั้น ล้างหน้าโดยใช้ Cleanser อ่อนๆ ก็เพียงพอแล้ว ถ้าแรงไปจะกลายเป็นการทำลายผิวหน้าไปโดยไม่ตั้งใจ
    2. ถ้าคุณเป็นสาวผิวธรรมดา ถึงผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ toner เฉพาะช่วงที่รู้สึกว่าสิวเสี้ยนมาเยี่ยมเยียนมากเป็นพิเศษ
    เพราะประสิทธิภาพของ toner คือการกำจัดเอาสิ่งสกปรกที่ตกค้างหลังจากทำความสะอาดใบหน้าเรียบร้อยแล้ว และยังช่วยปิดรูขุมขนด้วย
    จะเหมาะกับสาวผิวมันมากกว่า ถ้าเราผิวไม่มันแต่ดันใช้ toner เช็ดหน้าบ่อยๆ จะกลายเป็นการทำลาย oil ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้าออกไปหมด
    อย่างนี้จะยิ่งเหี่ยวเร็วนะจ๊ะ
    3. ใช้ moisturizer ที่มีส่วนประกอบของสารกันรังสี UV จะได้ช่วยป้องกันการทำลายผิวจากแสงแดดไปบ้าง
    ยิ่งต้องเจอแดดเท่าไร ค่า SPF ที่ใช้ยิ่งต้องมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ค่า SPF ที่สูงๆ นี้ จะมาพร้อมกับดีกรีความมันบนใบหน้าที่เพิ่มสูงขึ้น
    ดังนั้น ถ้าจะใช้ต้องพยายามรักษาความสะอาดหมดจดบนผิวหน้าให้ดี ไม่อย่างนั้นต่อให้ป้องกันริ้วรอยได้ แต่ก็จะมีสิวเสี้ยนแทน
    4. การทา moisturizer อย่าทาแต่ใบหน้า ไม่แยแสลำคอ อีกหน่อย หน้าตึง คอเหี่ยว จะเปรี้ยวไม่ออกนะจ๊ะ
     
    อาหารที่ทำให้ริ้วรอยถดถอยมีจริงหรือ?
     
    จากคอลัมน์สวยขึ้นทันตา สาวขึ้นทันใจ ตอนที่ 4 นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ 1-7 ก.ย.49
     
    ดร. เดนแฮม ฮาร์แมน เป็นคนแรกที่เปิดโปงบทบาทอันเลวร้ายของอนุมูลอิสระ เมื่อทศวรรษ 1950
    อนุมูลอิสระคือโมเลกุลของออกซิเจนที่ขาดอิเล็กตรอนอันเป็นคู่ของมัน การขาดคู่นี้เป็นผลจากปฏิกิริยาทางเคมีสารพัด
    อย่างในร่างกายของเรา และเกิดจากปฏิกิริยาจากสิ่งภายนอก เช่น แสงแดด ควันบุหรี่ และมลภาวะอื่นๆ ด้วย
     
    มันไม่ชอบความเป็นอิสระขาดคู่ และจะใช้ทุกวิถีทางในการขโมยอิเล็กตรอนจากโมเลกุลอื่นๆ ทั่วร่างกาย
    รวมทั้งจากเซลล์ของผิวหนังและจาก DNA ด้วย
     
    เชื่อกันว่า การวิ่งพล่านของอนุมูลอิสระ การระรานแย่งทึ้งอิเล็กตรอนจากสิ่งต่างๆ ในร่างกายก่อเกิดอนุมูลอิสระมากยิ่งขึ้น
    ในขณะเดียวกับที่ก่อเกิดความเสื่อมโทรมไปทั่ว
     
    และนั่นก็คือสาเหตุสำคัญของการที่ร่างกาย รวมทั้งผิวพรรณ แก่ลง ส่งผลเป็นความชราและความเหี่ยวย่น
     
    แน่นอน ร่างกายย่อมไม่ปล่อยให้อนุมูลอิสระบ่อนทำลายเอาฝ่ายเดียว เรามีระบบต่อสู้ป้องกันที่ได้ผลด้วย
    และแม่ทัพในสงครามปราบอนุมูลอิสระก็คือ แอนตี้ออกซิแดนต์ ทุกครั้งที่แอนตี้ออกซิแดนต์ปะทะกับอนุมูลอิสระ
    มันจะทำหน้าที่ปราบพยศ โดยมอบอิเล็กตรอนที่ขาดหาย คืนให้แก่อนุมูลอิสระ
    ทำให้อนุมูลอิสระหมดความจำเป็นที่จะต้องไปรุกรานใครอีก
     
    โดยปกติแล้ว ร่างกายน่าจะผลิตแอนตี้ออกซิแดนต์ได้เพียงพอกำราบอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นวันต่อวัน
    แต่บางครั้ง หากป่วย หากผ่านการผ่าตัด การติดเชื้อ สูบบุหรี่จัด หรือตากแดดมากเกิดไป ปริมาณอนุมูลอิสระก็จะทบทวี
    จนแอนตี้ออกซิแดนต์ในคลังของเราไม่เพียงพอต่อสู้
     
    แต่เราสามารถเสริมสร้างระดับแอนตี้ออกซิแดนต์ในร่างกายได้ด้วยการกินอาหารวิตามินเสริม
    และด้วยการกินอาหารที่สามารถช่วยเพิ่มเติมระดับแอนตี้ออกซิแดนต์ให้แก่ร่างกายได้
     
    สถิติจากผลงานของนักวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์วิจัยโภชนาคุณสำหรับมนุษย์ [Human Nutrition Research Centre]
    แห่งมหาวิทยาลัยทัพท์สในกรุงบอสตัน ซึ่งได้ทำการศึกษาคุณสมบัติของผักและผลไม้
    และได้จัดลำดับผลไม้และผัก 25 ชนิดที่สามารถทำให้ขบวนการริ้วรอย ชะงักการรุกรานผิวอย่างได้ผล
    สิ่งที่นักวิจัยกลุ่มนี้ใช้เป็นมาตรการวัดประสิทธิภาพในการจรรโลงความสาวของผิวพรรณก็คือระดับของแอนตี้ออกซิแดนต์
    ที่มีอยู่ในผักและผลไม้แต่ละชนิด
     
    นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยเรื่องของผักผลไม้กลุ่มนี้ ตั้งค่า ORAC [Oxygen Radical Absorbence Capacity] ไว้เป็นมาตราวัด
    ทฤษฎีของเขาก็คือ อาหารที่มี ORAC ยิ่งสูง จะทำให้เกิดหน่วยแอนตี้ออกซิแดนต์ในร่างกายยิ่งมากขึ้น เพื่อช่วยต่อสู้อนุมูลอิสระ
    ซึ่งเท่ากับช่วยป้องกันหยุดยั้ง ความเสื่อมโทรมของร่างกาย
     
    ซึ่งนอกจากจะหมายความว่า ทำให้ผิวพรรณไม่เกิดริ้วรอยย่นแล้ว ยังป้องกันโรคไขข้อ ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
    และเพิ่มโอกาสการต่อต้านมะเร็งหลายชนิด
     
    และยังอ้างกันว่า สามารถชะลอโรคความจำถดถอยได้อีกด้วย
     
    ผลไม้และผัก 25 อย่างที่ชะลอความแก่ได้วัดจากระดับ ORAC ต่อ 100 ก.คือ :
    1.ลูกพรุน [5750] 2.ลูกเกด [2830] 3.บลูเบอรี่ [2434] 4.แบล็คเบอรี่ [2036] 5.กระเทียม [1939]
    6.คะน้า [1770] 7.แครนเบอรี่ [1750] 8.สตรอเบอรี่ [1536] 9.ราสเบอรี่ [1227] 10.ผักโขม [1210]
    11.แขนงกะหล่ำ [980] 12.ลูกไหน [949] 13.ถั่วงอกแอลฟัลฟ่า [931] 14.บร็อคเคอลี่ [888] 15.หัวบีท [841]
    16.อโวคาโด [782] 17.ส้ม [750] 18.องุ่นแดง [739] 19.พริกหยวกตุ้มสีแดง [731] 20.เชอรี่ [670]
    21.กีวี [609] 22.เกรพฟรุตสีชมพู [483] 23.หัวหอม [449] 24.ข้าวโพดหวาน [402] 25.มะเขือม่วง [386]
     
    นักวิจัยกลุ่มเดียวกันนี้ ยังได้คำนวณว่า ร่างกายต้องการ ORAC วันละ 3,000 - 5,000 หน่วย
    เพื่อที่จะชะลอความแก่ตัวอย่างได้ผล แต่ฟังหูไว้หูจะดีกว่า เพราะถ้าเชื่อตามทฤษฎีนี้และกินอาหารตามตารางข้างบน
    เราก็จะแก่ช้าลงด้วยการกินลูกพรุนเพียงวันละ 7 ลูกเท่านั้น ออกจะเหลือเชื่อเกินไปหน่อย
     
    แต่ที่เชื่อถือได้แน่นอนก็คือ ผักและผลไม้เหล่านี้ มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก
    เพราะนอกจากจะสูงด้วยระดับแอนตี้ออกซิแดนต์แล้ว ยังมีสารอาหารสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย
    เช่น กรดโฟลิค ในคะน้า ผักโขม แขนงกะหล่ำ และบร็อคเคอลี่
    วิตามินซีเหลือเฟือในเบอรี่ทั้งหลาย ในส้ม เชอรี่ กีวี ลูกไหนและพริกหยวก
    วิตามินอีในผักโขม ถั่วงอกแอลฟัลฟ่า และอโวคาโด และธาตุเหล็กในลูกพรุน ลูกเกด ผักโขม และหัวบีทเป็นต้น
     
    และถ้าคุณดูแลให้ร่างกายได้รับผักผลไม้เหล่านี้ประจำ สุขภาพที่แข็งแรง ก็จะทำหน้าที่ชะลอความชรา
    ด้วยวิธีการที่เป็นธรรมชาติอย่างทีสุด
     
    และแทบจะเรียกได้ว่า อัตโนมัติอย่างที่สุดอยู่แล้ว
    September 20

    โรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง

    ที่เคยเป็นก็มีโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ+แตก
     
    เล่าให้อ่านเป็นความรู้+วิทยาทานนะจ๊ะ
     
    โรคกระเพาะอาหาร
     
    โรคนี้เนี่ยเป็นกันเยอะนะคะคุณ (เค้าว่ากันว่าคนมีเลือดกรุ๊ป O มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่ากรุ๊ปอื่นๆ)
    จากประสบการณ์การเป็นโรคกระเพาะของเราเนี่ย
    จุดที่จะปวดท้องได้ ก็ตั้งแต่ลิ้นปี่ ไปจนถึงพุงหลามๆ ของคุณ บางทีอาจไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ปวดได้อย่างแน่ชัด
    อาการแรกเริ่มคือปวดแบบแสบๆ ชาๆ ตอนหิวข้าว เริ่มหนักขึ้นก็จะปวดตลอดเวลาไม่ว่าหิวหรืออิ่ม
    และอาจมีอาการน้อยๆ คือสามารถทำงานได้บ้าง จนมีอาการหนักๆ คือต้องนั่งเฉยๆ ทำงานไม่ไหว
    เราโชคดีที่ไม่เคยมีอาการหนักๆ อย่างอื่นร่วมด้วยเช่น อาเจียนหนักๆ
     
    โรคนี้เกิดจากหลายสาเหตุ เช่นกินข้าวไม่ตรงเวลา กินจุบกินจิบ
    หรือจากความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ เพราะความเครียดนั้นทำให้กรดออกมามากในกระเพาะอาหาร
    ยาที่เคยกินจะมี 2 ประเภท คือยา Alum Milk ซึ่งเป็นยาน้ำ กลิ่นสะอาดๆ รสชาติก็คล้ายๆ มิ้นท์นิดหน่อย
    กับอีกประเภทเป็นยาเม็ด ไม่รู้ชื่อแต่หมอมักจะเขียนหน้าซองยาว่า ยารักษาแผลในกระเพาะ
    (รู้สึกจะชื่ออามิพาโซ)
    เราเคยถามเภสัชกรว่ามันต่างกันยังไง เค้าบอกว่าอามิพาโซจะทำหน้าที่ลดจำนวนกรดที่จะออกมาในกระเพาะให้น้อยลง
    ส่วน Alum Milk จะทำหน้าที่ฆ่ากรดที่ออกมาแล้วในกระเพาะ ซึ่งคล้ายกับแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
     
    โรคใกล้เคียงหรือผลพวงจากกรดในกระเพาะอาหารที่เคยเห็นเพื่อนเป็นก็ได้แก่
    โรคกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับ อาการน่ากลัวมากคือแสบที่หลอดอาหาร ตั้งแต่เหนือลิ้นปี่ขึ้นมา
    เราอ่านในหนังสือเค้าบอกว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดตรงรอยต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร
    เพราะมันทำหน้าที่บกพร่อง ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร
    ปกติในกระเพาะอาหารของพวกเรานั้น จะมีเยื่อบุในกระเพาะซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้กรดกัดที่กระเพาะอาหารเอง
    แต่ในหลอดอาหารของพวกเราไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตกรดและย่อยอาหาร จึงไม่สามารถป้องกันกรดที่เกิดจากกระเพาะอาหารได้
    ดังนั้น จึงเกิดอาการดังกล่าว ในหนังสือบอกว่าสาเหตุอาจเกิดจากการสูบบุหรี่ กินเนื้อสัตว์(ซึ่งย่อยยาก) หรืออื่นๆ
     
    อีกโรคนึงที่เป็นผลพวงจากกรดในกระเพาะก็คือเป็นแผลที่ลำไส้ส่วนต้น
    เค้าว่ากรดในกระเพาะมันไหลลงไปที่ลำไส้ด้วย เราเข้าใจเอาเองว่าก็น่าจะเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะกับลำไส้นะ
    เห็นพี่ที่เป็นโรคนี้ ต้องรักษาด้วยวิธีที่เราไม่อยากเจอเลยก็คือกลืนแป้งแล้วก็เอาสายต่อจากจมูกหรือปากลงไปที่ลำไส้
    วิธีการรักษานี้ เคยได้ยินว่าบางทีถ้าเป็นโรคกระเพาะอาหารก็อาจใช้วิธีนี้ได้ น่ากลัวจัง อึ๋ย
     
    ไส้ติ่ง
     
    จากที่เคยเป็นนะคะ ทีแรกก็ปวดท้องธรรมดา พอนานไป มันก็เริ่มปวดแบบหน่วงๆ หนักๆ จุดที่ปวดก็ต่ำจากสะดือลงมาอีก
    คือปวดบริเวณท้องน้อยอ่ะ แล้วมันจะปวดเหมือนมีอะไรมาหน่วงที่ท้องไว้ ท้องมันหนักๆ แล้วก็เดินไม่ไหว ต้องหิ้วปีกกันเลยทีเดียว
    น้าข้างบ้านบอกว่า ดูอาการเดินก็รู้แล้วว่าเป็นไส้ติ่งแหงๆ โห น้า ขั้นเซียนเลยนะเนี่ย เก่งก่าหมออีก หุหุ
     
    อาการที่สำคัญๆ ของไส้ติ่งแตกก็คือ ท้องเสีย
    วิธีการรักษา มีวิธีเดียวคือการผ่าตัด การผ่าตัดของเราตอนนั้นใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย
    หลังผ่าตัดหมอบอกว่า บริเวณรอบๆ ไส้ติ่งของเรามีอาการอักเสบมาก จะดูไส้ติ่งที่ผ่ามาแล้วมั้ย!!
     
    แต่ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดไส้ติ่งที่รู้มามีอยู่ 2 อย่าง
    1.ลำไส้ตัน เพราะเกิดจากพังผืดมาเกาะบริเวณลำไส้ ทำให้ถ่ายไม่ได้ ถ้าถ่ายได้ก็จะไม่เกิดการลำไส้ตันดังกล่าว
    ดังนั้นหลังผ่าตัด คุณควรเดินเยอะๆ กินตามสมควร ที่สำคัญต้องเดิน!!
    2.ลำไส้อักเสบ เพราะเชื้อโรคที่มันกระจายไปบริเวณท้องที่เกิดการอักเสบมากนั่นเอง
     
    ลำไส้อักเสบ
     
    และแล้ว เราก็เกิดผลพวงข้อนี้จากไส้ติ่งจนได้
    อาการที่เราเป็นก็คือ อาเจียนทั้งคืน กินอาหารไม่ได้ ปวดท้องชาๆ ทั่วๆท้องจนไม่สามารถทำงานได้
    วิธีการรักษา ฉีดยาแก้ปวดท้องและกินยาตามที่หมอสั่ง
    จำได้ว่าเป็นอยู่ซักพัก เป็นๆ หายๆ ต้องไปหาหมอหลายรอบ กว่าจะหาย แต่มันก็จะค่อยๆ หายไปเอง
     
    เพิ่มเติมนิดนึง อันนี้ถามหมอมา
    เวลาที่ผู้หญิงปวดท้องแล้วเข้ารพ.นั้น หมอจะสงสัยอยู่ 3 โรคได้แก่
     
    1.โรคมดลูกอักเสบ สาเหตุเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เราไม่ทราบรายละเอียดและสาเหตุที่ชัดเจน
    วิธีการรักษาโรคนี้คือ การให้ยาแก้อักเสบผ่านทางสายน้ำเกลือ แล้วมันก็จะหายเองใน 3-4 วัน
    ทีแรกหมอสงสัยว่าเราเป็นโรคนี้ ทั้งๆ ที่บอกจนปากแฉะว่าหนูไม่เคยมีไรกะปู้ชาย >_<
     
    2.เป็นซีสที่มดลูก อันนี้ไม่ต้องมีสาเหตุใดๆ ใครๆ ก็เป็นได้ วิธีการรักษาหมอยังไม่ได้บอก
    แต่มีเพื่อนเราเคยเป็นใกล้ๆ ซีสคนนึง เค้าบอกว่ากินยารักษาเอาอ่ะ
    วิธีการค้นหาว่าเป็นหรือไม่ หมออาจใช้วิธีอุลตร้าซาวน์ดู
    วิธีการอุลตร้าซวาวน์ ก็คือจะมีเครื่องมือมีลักษณะเป็นล้อหมุน หมอก็จะหมุนไปทั่วๆ ท้อง
    แล้วรูปภาพต่างๆ ภายใน ก็จะปรากฎอยู่บนคอมพิวเตอร์ เราก็โดนพาไปสแกนเหมือนกัน เย็นๆดี
     
    3.ไส้ติ่ง มีอาการปวดท้องบริเวณท้องน้อยด้านขวา
    สามารถอักเสบและปวดได้ตั้งแต่ 1 วัน จนถึง 1 อาทิตย์โดยที่ไส้ติ่งยังไม่แตก
    ไม่ทราบวิธีการค้นหาว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ เคยได้ยินว่าเจาะเลือดก็รู้ผลแล้ว
    แต่ที่เคยเป็นมา หมอไม่มีการเจาะเลือดไปตรวจแต่อย่างใด แต่ใช้วิธีการคาดเดา
     
    แต่อย่างไรก็ตาม "การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ"
    September 08

    จันทรุปราคา, จันทรคาธ, จันทรคราส, ราหูอมจันทร์, กบกินเดือน หรือ Lunar Eclipse

    เมื่อคืนนี้ ตั้งใจรอดูราหูอมจันทร์มากๆ เลย
    สาเหตุไม่ใช่เพราะอยากดูหรือสนใจดาราศาสตร์อะไรหรอก
    แต่...อยากหัดถ่ายรูปพระจันทร์ต่างหาก
    เพราะเคยถ่ายรูปพระจันทร์กับดวงดาวบนท้องฟ้ามาแล้ว แต่มันไม่สวย
    วันนี้เลยกะว่า คงพอมีเวลาปรับกล้องเยอะทีเดียว
    ว่าแล้วตี 1 ก่าๆ ก็เอากล้องออกไป กางขาตั้ง เปิดกล้อง ตั้งโหมด Manual
    แล้วก็ลองปรับทุกอย่างให้เหมือนตอนไปถ่ายรูปพลุ
    พอลองถ่าย....รูปออกมา ยังกับพระจันทร์แตก คือไฟสว่างมากจนไม่รู้ว่าเป็นพระจันทร์
    เพราะตั้งความเร็วชัตเตอร์ช้าสุดไง มันเลยแสงเข้าเยอะ
    อ่ะ ลองเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์ใหม่ ถ่ายใหม่..ปรับไปปรับมา ถ่ายอีก
    จนตี 2 กว่าๆแล้ว ออกไปดูอีกที อ้าว ราหูคลายออกแล้วล่ะ
    เลยเลิกถ่าย เอารูปมาดู รูปนี้ราหูอมเยอะสุด+ดีสุดแล้วมั้ง (ก็สวยได้แค่นี้แหล่ะ 555)
     
     

    กล้อง FujiFilm Finepix E500 ถ่ายเวลา 01:49:40
    Shutter Speed:1/60 Aperture:F8.0 ISO:80 Manual Focus
    WB:กลางวันแดดเปรี้ยง (ตั้งตามตอนถ่ายพลุอ่ะ)

    ปล.ปวดคอโคตรๆ
    ปล2.วันรุ่งขึ้น เห็นรูปราหูอมจันทร์ลงปกนสพ.เดลินิวส์
    ก็นึกว่ามาแอบก๊อบรูปเราไปลงซะอีก ถ่ายออกมาเหมือนกันเลย